แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ MIKE11 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ MIKE11 แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

แบบจำลองเพื่อสร้างแผนที่น้ำท่วม

ในประเทศไทย หลังๆมีปัญหาน้ำท่วมค่อนข้างบ่อย และด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน เรามีแบบจำลอง
ข้อมูล และเครื่องมือต่างๆที่ช่วยให้การจำลองแผนที่น้ำท่วมได้ดีมากขึ้น
ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการสร้างแผนที่น้ำท่วมด้วยแบบจำลองของ MIKE by DHI แบบต่างๆ
ต้องบอกก่อนว่า แผนที่น้ำท่วม สามารถสร้างได้จากแบบจำลองหลายๆแบบ
และต่างก็มีข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป ขึ้นกับชนิดของแบบจำลอง


MFlood (M11 + M21FM with block out river)           MFlood (M11 + M21FM Run river flow in M21FM)


ตัวอย่างแผนที่น้ำท่วมจากการใช้แบบจำลองแบบต่างๆ


ต่อไปนี้เป็นวีดีโอแสดงตัวอย่างแผนที่น้ำท่วมที่ได้จากแบบจำลองแบบต่างๆกัน


1) MIKE11 HD + MIKE11GIS (Version <= 2005)

2) MIKE11 HD แบบใช้แต่ Cross-section (Version >= 2005)

3) MIKE11 HD แบบใช้ Help Grid (Version >= 2005)

4) MIKE FLOOD (MIKE11+MIKE21)

5) M21

6) MIKE11 HD+MIKE SHE

7) MFlood (M11 + M21FM with block out river)

8) MFlood (M11 + M21FM Run river flow in M21FM)


วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ปรับปรุงค่าความจุเก็บกักน้ำของเขื่อนในแบบจำลอง MIKE11 (Configuration of Dam in MIKE11)

โดยทั่วไป การจำลองเขื่อนลงในแบบจำลอง 1 มิติ จะทำได้ยาก หากต้องการความแม่นยำสูง

โดยสิ่งที่ทำได้ง่ายสุดคือ การใส่หน้าตัดลำน้ำของเขื่อน เข้าไปในแบบจำลองให้ถี่ที่สุด

เพื่อให้หน้าตัดลำน้ำทั้งหมด สามารถอธิบายความจุของเขื่อนได้อย่างถูกต้อง ตรงกับความเป็นจริง

แต่การใส่ข้อมูลหน้าตัดลำน้ำเข้าไปถี่ๆ เป็นการบังคับให้แบบจำลองจำเป็นต้องคำนวณ

ที่ระยะระหว่างหน้าตัด (dx) สั้นลง และบังคับให้แบบจำลองต้องใช้ timestep สั้นลง

ทั้งหมดทำให้การคำนวณใช้เวลานานขึ้นมาก

อย่างไรก็ตาม การตั้งค่าเขื่อน ในแบบจำลอง MIKE11 ให้จำลองได้เหมือนสภาพจริงนั้น

มีเทคนิคง่ายๆในการทำ โดยที่ยังคงความไม่ซับซ้อนในการคำนวณ

ข้อสำคัญในการจัดการแบบจำลองคือ ปรับปรุงข้อมูลหน้าตัดลำน้ำ (เท่าที่มีอยู่ในอ่างเก็บน้ำ) ให้สามารถอธิบายพื้นที่เก็บน้ำ และความจุอ่างเก็บน้ำให้ถูกต้อง โดยไม่เพิ่มหน้าตัดลำน้ำอื่นๆที่ไม่จำเป็น

และใช้ Control Structure เป็นตัวกำหนดการระบายน้ำจากเขื่อน 

ดังนั้นข้อมูลที่ต้องใช้ในการทำงานประกอบด้วย

ข้อมูลโค้งความจุเขื่อนดังตัวอย่าง



และข้อมูลโค้งการบริหารเขื่อน (Rule curve) ดังตัวอย่าง


ปรับแต่งแบบจำลอง โดยให้เหลือเพียงส่วนของเขื่อน และพื้นที่เก็บน้ำเหนือเขื่อนเท่านั้น


เพิ่มโครงสร้างไว้ที่ตำแหน่งของเขื่อน


กำหนดโครงสร้างเป็นแบบ Control Structure และให้เป็นแบบ Discharge และ Close ไว้ก่อน โดยตำแหน่งของเขื่อน ให้วางอยู่ระหว่าง 2 หน้าตัดสุดท้าย ซึ่งจะเป็นตำแหน่งที่แบบจำลองจะคำนวณค่า Discharge ส่วนที่ตำแหน่ง 2 หน้าตัดสุดท้ายนั้น แบบจำลองจะคำนวณค่าระดับน้ำ (ปริมาณน้ำที่คำนวณในแบบจำลองคือปริมาณน้ำที่อยู่ในแต่ละหน้าตัด โดยมาจากพื้นที่หน้าตัดกับระดับน้ำ ในหน้าตัดนั้นๆ)


จากนั้น ตั้งค่า Boundary ให้ปลายฝั่งต้นน้ำ เป็น Discharge มีค่าคงที่ เป็น 0 และปลายน้ำ เป็นระดับน้ำ และคงที่ โดยให้ระดับน้ำสูงกว่าท้องคลองเล็กน้อยก็พอ
จากนั้นให้กำหนด Point source เข้าไปที่หน้าตัดสุดท้ายก่อนตำแหน่งของเขื่อน แล้ว Trial ค่า Discharge Inflow โดยทดสอบว่า ปริมาณน้ำเท่าไหร่จึงรันได้สำเร็จในช่วงเวลาที่กำหนด เช่นรัน 1 เดือน หากเติมน้ำเข้าเขื่อนมากไปด้วยหน้าตัดลำน้ำเดิมๆ อาจทำให้ระดับน้ำสูงเกิน จนรันไม่สำเร็จได้ แต่ก็ต้องได้ระดับน้ำมากพอ ที่จะตรวจสอบพื้นที่ผิวน้ำในเขื่อนได้

สำหรับไฟล์ HD11 ให้เพิ่มผลคำนวณโดยเลือก Flood Area ในส่วนของ Total ไว้ดังรูป


เมื่อสั่งคำนวณแล้ว จะได้ผลคำนวณเป็นไฟล์นามสกุล res11 ออกมาสองไฟล์ โดยไฟล์ที่มีชื่อตามที่เราตั้งค่าใน Result ไว้นั้น เราจะเปิดเพื่อตรวจสอบระดับน้ำที่หน้าตัดสุดท้ายก่อนเขื่อน

ทำโดยเลือกเมนู Plot/Timeseries จากนั้นเลือก List 


เลือกหน้าตัดที่ต้องการ ตามด้วยคลิกปุ่ม Show Values


จะได้ตารางแสดงค่าระดับน้ำพร้อมเวลาที่เกิดขึ้น ให้ Highlight ข้อมูลแล้ว Copy ไปแปะไว้ใน Excel


ทำเช่นเดียวกันกับไฟล์ผลคำนวณอีกไฟล์ที่จะมีชื่อตามที่เราตั้งค่าไว้ต่อท้ายด้วย HDAdd
โดยในไฟล์นี้ เราจะได้ค่า Flood Area ที่เวลาเดียวกันกับตารางระดับน้ำก่อนหน้านี้


จากนั้นทำการ Copy ข้อมูลพื้นที่ผิวน้ำดังกล่าว ไปวางคู่กับข้อมูลระดับน้ำ
แล้วตรวจสอบกับ พื้นที่ผิวน้ำที่เป็นค่าที่ได้จากโค้งความจุของเขื่อน ที่ระดับน้ำเดียวกัน
จะได้ตัวเลขพื้นที่ผิวน้ำที่ต้อง เพิ่ม หรือ ลด สำหรับระดับนั้นๆ
ตัวเลขพื้นที่ผิวน้ำที่เพิ่มหรือลดนี้ เราจะนำไปใช้ในหน้าตัดลำน้ำที่อยู่ในตำแหน่งก่อนเขื่อน

เปิดหน้าตัดลำน้ำ ที่ตำแหน่งก่อนเขื่อน


คลิกที่ปุ่ม View Processed Data จะได้ตารางแสดงข้อมูลของหน้าตัดนั้น พร้อมระดับน้ำและค่า Add.storage area (เบื้องต้นจะมีค่าเป็น 0 ทั้งหมด) จากนั้นให้ Copy พื้นที่ผิวน้ำที่ต้องการเพิ่มหรือลดจาก Excel มา Paste ลงไป (ระวัง ให้ข้อมูลตรงกัน ระหว่าง ระดับ กับค่าพื้นที่ผิวน้ำที่จะเพิ่มหรือลด)


เมื่อเพิ่มพื้นที่ผิวน้ำแล้ว ให้เซฟ แล้วรัน พร้อมกับ Trial ค่า Point source เพื่อให้ได้ระดับน้ำในช่วงเวลาที่รันมีระดับสูงพอให้ตรวจสอบความถูกต้องได้

เมื่อได้ผลรันใหม่แล้ว ให้ตรวจสอบเช่นเดิม โดย Plot ระหว่างค่าระดับน้ำกับพื้นที่ผิวน้ำ ว่าถูกต้องตรงกับข้อมูลจากโค้งความจุของเขื่อนหรือไม่ เพื่อเป็นการตรวจสอบซ้ำในกรณีที่มีการดำเนินการผิดขั้นตอน

แต่โดยปกติแล้ว การทำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าวข้างต้น จะได้ผลพื้นที่ผิวน้ำที่ถูกต้อง หากเชคแล้วผิด หรือไม่ตรงกับข้อมูลตรวจวัด ให้ย้อนกลับไปตรวจสอบว่าขั้นตอนไหนผิดพลาด

เมื่อเสร็จขั้นตอนนี้ ก็จะได้หน้าตัดลำน้ำ ที่เป็นตัวแทนของอ่างเก็บน้ำ หรือเขื่อน ที่อธิบายระดับน้ำและปริมาณเก็บกักได้อย่างถูกต้อง พร้อมจะนำไปใช้ในการคำนวณในแบบจำลองรวมได้แล้ว

สำหรับกรณีการตั้งค่าการบริหารจัดการเขื่อนตาม Rule Curve นั้น ขอยกไปตอนต่อไปครับ





วันอังคารที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2556

การลดจำนวน Points ใน Network ของแบบจำลอง MIKE11

ปัญหาหนึ่งในแบบจำลอง MIKE11 ที่พบเมื่อสร้างแบบจำลองสำหรับ

พื้นที่ศึกษาที่มีขนาดใหญ่ แล้วใช้ข้อมูลเส้นลำน้ำจากฐานข้อมูลเชิง GIS

คือ จำนวน Node หรือ Points ของเส้นลำน้ำ มีเยอะมาก (เกิน 50 000 Points)

แล้วมีผลทำให้การเปิดใช้งานหน้าต่างการจัดการข้อมูล Network มีปัญหา

ทำให้การเลื่อน ซูม การดู หรือจะแก้ไขค่าต่างๆ มีอาการหน่วงเป็นอย่างมาก

แต่หากจะลดจำนวน Points ของเส้นลำน้ำลงมากๆ

ด้วยวิธีใช้ระยะห่างของ node เท่าๆกัน ก็ทำให้เส้นลำน้ำ ไม่โค้งตามธรรมชาติเท่าที่ควร

ทำให้ลดจำนวน Node ไม่ได้อย่างที่ต้องการ

หากใครมีปัญหานี้ ต่อไปนี้เป็นวิธีแก้ไข โดยสมมุติว่ามี Network ที่สร้างเสร็จแล้ว

และมีจำนวน Points เยอะมากเกินและต้องการลดจำนวน Points ลง

ให้ทำตามขั้นตอนดังนี้

1) เปิดไฟล์ Network นั้นขึ้นมา แล้วเลือกเมนู Network/Export Network Data to Shape file



2) เลือกสร้างเฉพาะ River Network ดังรูป



3) เปิดเวบไซด์ http://www.mapshaper.org/ ซึ่งจะมีตัวช่วยในการลดจำนวน points ให้เลือก % ว่าจะลดจำนวน points เหลือเท่าไหร่ โดยขั้นตอนนี้ต้องทดสอบว่าลดเหลือเท่าไหร่ จึงยังได้เส้นลำน้ำที่ยังมีส่วนโค้งที่ยอมรับได้อยู่



4) การใช้งานเวบไซด์ดังกล่าว แนะนำให้เลือกวิธีการลด points แบบ modified Visvalingam จากนั้นให้ลากไฟล์ SHP วางลงไปบนหน้าเวบ แล้วทดสอบเลื่อน % ในการลด point และหากได้ % ที่ต้องการแล้วให้คลิกที่ ปุ่ม Shapefile เพื่อโหลดไฟล์ SHP ที่ทำการลดทอน point ลงแล้วกลับมา



5) ไฟล์ที่ได้กลับมาจะมีเพียงสองไฟล์ที่มีนามสกุล SHP และ SHX ส่วนไฟล์ DBF ให้ใช้ไฟล์เดิมได้เลย ดังนั้นเมื่อ โหลดไฟล์กลับมาแล้ว unzip แล้วให้ copy ไฟล์ DBF ไปไว้ด้วยกันด้วย ถึงจะใช้งานได้

6) กลับมาที่ Network แล้วเลือกเมนู Layer/Add remove layer เพิ่ม Layer ใหม่แล้ว เลือกชนิด Shape File แล้วโหลดไฟล์ SHP ที่ได้มาใหม่เข้ามา



7) ลบเส้นลำน้ำเดิมพร้อมทั้ง points ทั้งหมด (ลบใน Tabular view จะสะดวกกว่า)

8) แปลงไฟล์ SHP มาเป็นเส้นลำน้ำโดยเลือกเมนู Network/Generate network from shape file



9) หากไฟล์เดิมมีการ Link เส้นลำน้ำไว้ เราสามารถ Copy การ Link ของเดิม ใน Tabular view/Network/Branches ในตาราง Overview มา paste ลงไปใน Network ที่ทำใหม่ได้ โดยมีเทคนิคว่าจะต้องใช้เมนู Edit/Copy และ Edit/Paste ในการ copy และ paste (ใน version 2012 sp2 พบว่าไม่สามารถใช้ Shot cut Ctrl+C และ Ctrl+V ได้)



หวังว่าเทคนิคนี้จะช่วยให้ทำงานกับ Network ในแบบจำลอง MIKE11 ได้สะดวกมากขึ้น

การลดจำนวน points ในแบบจำลองลงได้ จะทำให้การทำงานกับแบบจำลองไม่หน่วงมาก ใช้งานได้คล่องตัวมากขึ้น และไม่มีผลกับผลคำนวณจากแบบจำลอง เว้นแต่กรณีที่ทำแผนที่น้ำท่วม ซึ่งความโค้งของเส้นลำน้ำ มีผลต่อแผนที่น้ำท่วมที่สร้างขึ้นมาด้วย

วันพุธที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เทคนิคการทำ scenario ทดสอบแบบจำลอง MIKEbyDHI กับ climate change

บทความนี้ จะแนะนำวิธีการแปลงแบบจำลองที่จัดทำเรียบร้อยแล้ว
เพื่อทดสอบกับสถานการณ์ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป
โดย MIKEbyDHI เวอร์ชั่น 2011 เป็นต้นไป
จะมีโปรแกรมช่วยในการดัดแปลงข้อมูลนำเข้าทั้งหมด
ในแบบจำลองเพื่อทดสอบสถานการณ์อากาศต่างๆที่เราต้องการ
โดยข้อมูลนำเข้าแบบจำลองที่ได้รับอธิพลจากการเปลี่ยนแปลงอากาศประกอบด้วย
ข้อมูลปริมาณฝน ข้อมูลการระเหย ข้อมูลระดับน้ำ และข้อมูลอุณหภูมิ

เริ่มต้นจะต้องจัดเตรียมแบบจำลองที่มีข้อมูลดังกล่าวข้างต้นอยู่เป็นข้อมูลนำเข้าให้เรียบร้อยก่อน
พร้อมทั้งมีการปรับเทียบแบบจำลองแล้ว และจะนำมาทดสอบกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

โปรแกรมช่วยจัดทำข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงจากสถานการณ์อากาศที่เปลี่ยนไปเริ่มโดย
สร้างไฟล์ใหม่ โดยในกลุ่ม MIKEZero เลือก Climate Change (.mzcc)



โดยปัจจุบัน (เวอร์ชั่น 2012) จะสามารถดัดแปลงข้อมูลสำหรับแบบจำลองได้ทั้งหมด 4 ชนิดด้วยกันคือ
MIKE SHE, MIKE11, MIKE21 และ MIKE FLOOD



ให้เลือกแบบจำลองที่ต้องการแล้วเลื่อกไฟล์แบบจำลองนั้นๆ พร้อมกับกรอกข้อมูล Lat/Long ให้ถูกต้อง



จากนั้นไปที่หน้า Climate Change Scenarios ให้เพิ่ม Scenario โดยคลิกที่ icon รูปสี่เหลี่ยม



เมื่อเพิ่ม Scenario แล้วจะสามารแก้ไขชื่อได้ และเมื่อคลิกเข้ามาดูรายละเอียดของ Scenario
จะพบว่า สามารถเลือกแบบจำลองคาดการณ์สภาพภูมิอากาศโลกที่นำมาจาก IPCC ได้ดังนี้

BCM2,CGHR,GMR,CNCM3,CSMK3,ECHOG,FGOALS,GFCM20,GFCM21,GIAOM,GIEH,GIER,HADCM3,HADGEM,INCM3,IPCM4,MIHR,MIMR,MPEH5,MRCGCM,NCCCSM,NCPCM

ส่วนแบบจำลองคาดการณ์ระดับน้ำประกอบไปด้วย

Grinsted2009 5%,Grinsted2009 95%,Grinsted2009 Mean,Horton2008 Lower,Horton2008 Mean,Horton2008 Upper,IPCC AR4 5%,IPCC AR4 95%,IPCC AR4 Mean,Vermeer2009 Lower,Vermeer2009 Mean,Vermeer2009 Upper

โดยหากเลือกแบบจำลองมากกว่าหนึ่ง โปรแกรมจะใช้ค่าเฉลี่ยจากทั้งหมดที่เลือกไว้มาทำการดัดแปลงข้อมูลนำเข้า
เมื่อเลือกแบบจำลองแล้ว พร้อมกับตั้งค่าปีที่จะให้แบบจำลองคำนวณสภาพภูมิอากาศ
แล้วคลิกปุ่ม Generate default delta change value



โปรแกรมจะทำการคำนวณค่าเฉลี่ยตัวแปลสำหรับการดัดแปลงข้อมูลนำเข้า
โดยเราสามารถเข้าไปตรวจสอบค่าสัมประสิทธิในการแปลงข้อมูลนำเข้าของข้อมูลแต่ละชนิดได้



และหากเราต้องการแก้ไขเป็นค่าอื่นๆที่ต้องการทดสอบโดยเฉพาะ ก็สามารถแก้ไขค่าในตาราง


สำหรับฝน ค่าในตารางเป็นตัวคูณที่จะใช้สำหรับแต่ละเดือน


สำหรับระดับน้ำ ค่าตัวเลขในตารางจะเป็นค่าระดับน้ำที่บวกเพิ่มจากเดิม


ก่อนที่จะคลิกปุ่ม Generate climate change scenario



โดยเมื่อคลิกปุ่มนี้ โปรแกรมจะทำการ copy ไฟล์แบบจำลองทั้งหมดไปไว้ใน folder ที่ตั้งค่าไว้
พร้อมทั้งแก้ไขข้อมูลในไฟล์นำเข้าแบบจำลองทั้งหมด ให้เป็นไปตามการเปลี่ยนแปลงตามค่าที่แสดงในตารางสัมประสิทธิการเปลี่ยนแปลงจากสภาพอากาศ
ก็จะได้ไฟล์แบบจำลองพร้อมสำหรับทดสอบแบบจำลองตามสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้แล้ว

วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

การเตรียมรูปภาพเพื่อซ้อนเป็นภาพพื้นหลังในโปรแกรม MIKEbyDHI ด้วยเครื่องมือ MIKE Zero Toolbox

บทความนี้จะแนะนำการเตรียมรูปภาพให้สามารถนำมาซ้อนเป็นภาพพื้นหลัง
ในโปรแกรม MIKEbyDHI ที่สามารถเพิ่ม Layer รูปภาพได้

เบื้องต้น จะต้องเตรียมรูปภาพที่มีนามสกุล bmp, jpg, gif, png หรือ tif สำหรับพื้นที่ที่ต้องการก่อน
โดยจะต้องรู้พิกัด Lat/Long ของมุมล่างซ้าย และบนขวาของรูปภาพด้วย

สำหรับรูปความละเอียดสูง อาจจะต้องใช้เทคนิคอื่นๆในการได้มาซึ่งแผนที่
แต่หากไม่ต้องการความละเอียดสูงนัก ในพื้นที่กว้าง ลองใช้เทคนิคที่แนะนำดังนี้
ซูมหาพื้นที่ที่ต้องการจาก maps.google.com โดยซูมให้เห็นพื้นที่ทั้งหมด
จากนั้นเชคพิกัดบน ล่าง ซ้าย ขวา ของแผนที่ ที่ต้องการจะตัดรูปในภายหลัง


โดยการคลิกขวาที่ตำแหน่งที่ต้องการรู้พิกัดแล้วเลือก "What's here"
(สำหรับใครที่ใช้ภาษาไทย น่าจะเป็นคำว่า "ที่นี่ที่ไหน")



โดยในช่อง Search หรือ ค้นหา ของ maps.google.com ก็จะขึ้นค่าพิกัดมาให้
แต่เป็นพิกัดแบบ องศา ซึ่งต้องนำไปแปลงค่าเป็นพิกัดแบบ UTM ก่อน
ข้อสังเกตุ ค่าพิกัดในรูป 14.179186 เป็นค่า องศา สำหรับคำนวณ UTM ในแกน Y หรือแนวเหนือใต้
ส่วนแนวตะวันออก-ตก จะเป็นค่า 100.208359

ปัจจุบัน แผนที่ Google อาจเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลไปบ้างแล้ว ทำให้วิธีการคลิกเม้าส์ขวา
จะไม่มีตัวเลือกขึ้นมาให้เลือกแล้ว
อย่างไรก็ตาม เรายังสามารถเก็บค่าพิกัดของจุดที่เราต้องการได้จาก การจดตัวเลขที่ปรากฏบริเวณช่อง Search มุมบนซ้ายของจอ ซึ่งจะแจ้งพิกัดที่เราคลิกเมาส์ซ้ายลงไปบนแผนที่ ดังรูป
ค่าพิกัดที่ได้มา อาจต้องแปลงเพื่อให้เป็นรูปแบบ degree.xxx แทนที่จะเป็น องศา ลิปดา ..



ให้เก็บค่าพิกัดจากแผนที่ทั้ง 4 ด้านไว้ก่อน ก็จะประกอบไปด้วย ซ้าย ขวา บน และล่าง
พร้อมกันนี้ก็ทำการ Print Screen แผนที่นี้ไว้ และนำรูปไป Crop
ให้ขอบของรูปตรงกับพิกัดที่เราตรวจสอบค่ามา ก็จะได้รูปพร้อมค่าพิกัด
ในการ Crop อาจต้องเลือกตำแหน่งที่พอจะมีจุดสังเกตุ เพื่อความง่ายในการเชคค่าพิกัด
เช่นอาจเป็นจุดตัดถนน หรือแม่น้ำ ก็ได้



นำค่าพิกัดที่ได้ มาแปลงเป็นค่า UTM โดยสำหรับประเทศไทย ทั่วไปจะใช้ Zone 47 N
โดยใช้โปรแกรมที่มากับ MIKEbyDHI  เปิดจาก MIKE Zero เมนู File / Option / Datum Convert



ใน Datum Convert ให้เลือกเมนู File / New



ในหน้าต่างให้เลือกและกรอกข้อมูลให้เรียบร้อย โดยการแปลงค่าพิกัดจะสามารถแปลงไปและกลับได้



กรอกข้อมูลก่อนการแปลง โดยใส่ข้อมูลพิกัดเป็นค่า องศา (พิกัดจาก A)
พิกัดที่กรอกไว้ในตัวอย่าง เป็นการกรอกค่า มุมล่างซ้าย และบนขวา ไว้ ก่อนจะแปลง
โดยพิกัดแบบ A (Coordinate System A) เป็นพิกัดแบบ Geographical
ส่วนพิกัดแบบ B (Coordinate System B) เป็นแบบ Map projection = UTM-47



หลังจากกรอกข้อมูลครบ และเลือกระบบพิกัดเรียบร้อย เมื่อกดปุ่ม Convert from A to B
โปรแกรมจะทำการแปลงข้อมูลที่กรอกทั้งหมด จากระบบพิกัดแบบ A เป็นแบบ B ให้ทันที ในตารางเดิม
สำหรับโปรแกรมนี้ สามารถใช้ Copy & Paste ข้อมูลกับโปรแกรม Excel ได้
ดังนั้นหากใครต้องการแปลงระบบพิกัด และมีโปรแกรม MIKE Zero อยู่ในเครื่อง
ก็สามารถใช้โปรแกรมนี้ช่วยในการแปลงค่าพิกัดได้

เมื่อได้ค่าพิกัดเป็น UTM แล้ว ให้กลับไปที่ MIKE Zero แล้วเลือกเมนู File / New / file...
แล้วเลือกสร้างไฟล์ MIKE Zero Toolbox ดังรูป



จากนั้นเลือก File Converter แล้วดับเบิลคลิกที่ Geo Referencing Image File


ในหน้าแรก เป็นการตั้งชื่อ คลิก Next ข้ามไป จากนั้น
เป็นการเลือกไฟล์ รูปภาพที่ต้องการตรึงพิกัด


จากนั้น จะเป็นการกรอกค่าพิกัดของรูป โดยต้องกรอกข้อมูลพิกัด UTM
ขอบซ้าย ขวา บน และ ล่าง ตามค่าพิกัดที่ได้มาดังอธิบายไว้ก่อนหน้านี้


จากนั้นเมื่อคลิก Next จะเป็นหน้าสรุปการตั้งค่าทั้งหมด ให้กดปุ่ม Execute
โปรแกรมจะสร้างไฟล์ตรึงพิกัดขึ้นมา


หากสามารถทำงานได้เรียบร้อย จะมีหน้าต่างแจ้งว่าจัดสร้างไฟล์ตรึงพิกัดรูปเรียบร้อย
ไฟล์ MIKE Zero Toolbox นี้เราสามารถจัดเก็บไว้เพื่อรันครั้งต่อไปได้


เมื่อตรวจสอบไฟล์ที่เดียวกับรูปภาพ จะพบว่ามีไฟล์ชื่อเดียวกัน แต่นามสกุลจะต่อท้ายเพิ่มด้วยอักษร W

และหากเปิดไฟล์ที่เพิ่มขึ้นมาด้วย Notepad จะพบข้อความการตรึงพิกัดรูปดังนี้


เมื่อได้ดังนี้แล้ว รูปที่ตรึงพิกัดด้วยวิธีการนี้ จะสามารถนำไปใช้เป็นภาพพื้นหลัง
ในหลายๆโปรแกรมของ MIKEbyDHI ได้แล้ว โดยเมื่อนำภาพเข้าไปซ้อนในโปรแกรม
ภาพจะไปปรากฎพร้อมตำแหน่งพิกัดที่ถูกต้อง

ตัวอย่างนี้เป็นการนำรูปเข้าไปวางซ้อนใน Network Editor ในการจัดทำแบบจำลอง MIKE11


หรือจะเป็นการนำไปซ้อนใน Grid Editor ในกรณีเปิดไฟล์ dfs2 ก็สามารถนำรูปไปซ้อนได้เช่นกัน



นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปใช้ใน MIKE Animator Plus โดยทำการซ้อนภาพแผนที่
ไปบนพื้นผิว 3 มิติและได้ผลดังรูป





วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

การแสดงค่าระดับน้ำสูงสุดร่วมกับหน้าตัดลำน้ำใน MIKE11

บทความนี้จะแนะนำเทคนิคในการตั้งค่าโปรแกรม ให้แสดงระดับน้ำคำนวณสูงสุด
ร่วมกับรูปหน้าตัดลำน้ำใน MIKE11

เทคนิคนี้จะใช้วิธีกรอกข้อมูลระดับน้ำใน User Defined Markers
แล้วไปตั้งค่าในโปรแกรมจัดการหน้าตัดลำน้ำให้แสดงค่า User Defined Markers ด้วย

เริ่มต้นด้วยการสร้างแบบจำลอง MIKE11 แล้วรันเพื่อให้ได้ผลคำนวณค่าสูงสุดก่อน
จากนั้นเปิดผลรันด้วยโปรแกรม MIKEView แล้วใช้เครื่องมือสร้างกราฟดังรูป



ใช้เครื่องมือในวงกลมสีแดง



กดปุ่ม List



ทำการเลือกข้อมูลในหน้า List โดยเลือกไปถึง Maximum จากนั้นกดปุ่ม Ctrl+C เพื่อ Copy ข้อมูลไว้



เปิดโปรแกรม Excel แล้ว Paste ข้อมูลลงไปแล้วจัดข้อมูลให้มี RiverName, Chainage และ Maximum
จะต้องใช้วิธีการจัดการข้อมูลแบบ Text to Column ใน Excel เพื่อช่วยแยก River Name และ Chainage
จากนั้นให้ Copy ข้อมูลจากแถวที่ 2 ไปจนหมด



เปิดไฟล์ HD11 แล้วเลือกหน้า User Def. Marks แล้วเพิ่มช่องกรอกข้อมูล (กดปุ่ม Tab)
จากนั้นตั้งชื่อข้อมูล Mark title เอง ส่วนตัวข้อมูลให้ Paste ข้อมูลที่ Copy จาก Excel ลงไป
ในระหว่างนี้ จะต้องเปิดไฟล์ sim11 ค้างไว้คู่กันตลอดเวลา



เปิดไฟล์หน้าตัดลำน้ำ แล้วเข้าไปคลิกขวาส่วนที่แสดงรูปหน้าตัด แล้วเลือก Settings...



เลือกให้แสดงข้อมูลเพิ่มโดยเลือก Draw user defined marks และเลือกข้อมูลให้ถูกต้อง



เมื่อเลือกเสร็จแล้ว จะเห็นว่าในหน้าตัดลำน้ำมีการวาดระดับน้ำสูงสุดแล้ว
พร้อมกันนี้ เราสามารถเลือกหน้าตัดลำน้ำที่จะสั่ง Print พร้อมกันหลายหน้าตัดได้โดย
คลิกขวาที่ลำน้ำแล้วเลือก Select และเลือก All Section in all Rivers 
หรือจะเลือกทีละหน้าตัดโดยกดปุ่ม Ctrl ค้างไว้แล้วคลิกเม้าส์ซ้ายที่หน้าตัดที่ต้องการ



ตั้งค่าการพิมพ์โดยคลิกที่เมนู File แล้วเลือก Print Multiple Sections, Settings...



ตัวอย่างนี้ตั้งค่าการพิมพ์โดยให้มี 2 Columns และ 4 Rows



ตรวจสอบการพิมพ์โดยคลิกที่เมนู File แล้วเลือก Print Multiple Sections, Preview
เพื่อตรวจสอบว่ารูปแบบหน้าตัดที่จะพิมพ์ ถูกต้องตามต้องการแล้วจึงสั่งพิมพ์